บทที่ 7 เจ้าหนูน้อยไออุ่น

บ้านปูนสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ที่เคยคุ้นตา คือจุดหมายปลายทางของคู่หนุ่มสาวในเย็นวันนี้ โชคดีที่ทั้งสองออกจากบริษัทก่อนเวลาเลิกงานครู่ใหญ่ รถราที่คาดว่าจะติดถนัดจึงมีไม่มากอย่างที่อิงดาวนึกกังวล

โอบนิธิหันมามองคนตัวเล็กเป็นระยะ สีหน้าและท่าทางของเธอไม่สู้ดีนักหลังจากที่ได้รับสายมารดาอีกครั้ง แม้เธอไม่พูดอะไรออกมายามที่ถูกตั้งคำถาม แต่ก็สัมผัสได้ว่าอิงดาวไม่ปกติเหมือนที่เคยเป็น

ชายหนุ่มผู้รับหน้าที่เป็นสารถี จึงจำเป็นต้องเร่งความเร็วรถขึ้นอีกนิด เมื่อเธอหันมามองด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่รู้ว่าความเป็นห่วงนั้น...ทำไมถึงได้เศร้าจับใจถึงเพียงนี้

“แม่คงไม่เป็นไรมากหรอกอิง อย่าเพิ่งคิดมากสิ”

ชายหนุ่มถือวิสาสะรั้งมือเธอมากุมไว้ บีบมือเธอเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจ แต่เพียงครู่เดียวเธอก็ชักมือกลับไป เมื่อรถกำลังจะเคลื่อนถึงจุดหมายปลายทาง

“พี่โอบจอดรถก่อน อิงจะลง!”

ความรีบร้อนทำให้เธอลืมตัว เผลอเรียกเขาด้วยสรรพนามที่คุ้นชิน ความเร่งรีบทำให้เธอลืมทุกสิ่งในใจจนหมดสิ้นแม้แต่เงื่อนไขที่เคยตั้งมั่นเอาไว้

“รอก่อนก็ได้อิง พี่ไปจอดรถไม่นานหรอก”

“ไม่ค่ะ พี่โอบจอดรถให้อิงก่อนนะคะ อิงจะลงเดี๋ยวนี้!”

“แต่...”

“นะคะ...อิงจะรีบเข้าไปในบ้าน”

โอบนิธิจำเป็นต้องหยุดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะวนไปจอดรถที่รั้วข้างบ้านของเธอก่อนแท้ๆ แต่สุดท้ายก็จำต้องใจอ่อน ยอมให้เธอเหมือนที่เคยผ่านมา

และเพราะว่าย่านนี้เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่เรียงราย การที่จะหาที่จอดให้ได้ดังใจนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร

ตรงไหนมีที่ว่าง เหล่าคนมีรถแต่ไร้ที่จอดก็มักจะเคลื่อนย้ายยานพาหนะของตัวเองมาจับจอง ไม่เคยคำนึงถึงความถูกต้องหรือความสะดวกสบายของคนที่อยู่ร่วมกันในชุมชน

ปัญหานี้มีมาเนิ่นนานและคงแก้ไม่หายในเร็ววัน ตลอดสามปีที่เขาคบหากับเธอในฐานะคนรัก ก็มักจะเจอปัญหาแบบนี้จนเบื่อกันไปข้าง ในยามที่มานอนค้างอ้างแรมที่นี่

เวลาสามปี...ที่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนคู่สามีภรรยา

เป็นสามปีที่สร้างทั้งความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้แก่เขาจนไม่อาจลืมเธอ คนที่ฝากความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในก้นบึ้งของใจจนยากจะลบเลือนได้

เขาไม่เคยรู้เหตุผล ว่าทำไมอิงดาวถึงเลือกจะเดินจากไป ไม่มีแม้คำอธิบายใด นอกจากคำว่า...หมดรัก ที่ถูกเขียนไว้บนกระดาษโน๊ตสีหวานของเธอ และข้อความที่ถูกส่งเข้ามา

คำนั้น...ที่เขาไม่เคยเชื่อว่าจะเป็นจริงจากผู้หญิงที่ชื่ออิงดาว

“ขอบคุณที่จอดให้ค่ะ”

เธอหันมาบอกพร้อมกับผลุนผลันจากไป ไม่ได้สนใจว่าสารถีหนุ่มจะมองเธอด้วยสายตาแบบไหน ยามที่เห็นว่าจักรยานยนต์คันหนึ่งเกือบจะชนเธอเข้า ในจังหวะที่หญิงสาววิ่งข้ามถนนหมู่บ้านไปด้วยความเร่งรีบ

คนตัวสูงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อรถด้านหลังบีบแตรไล่ให้เขารีบเคลื่อนยานพาหนะไปด้านหน้า ไม่นานนักก็ตัดสินใจขับวนไปยังซอยที่อยู่ข้างกัน จำได้ว่าคุณลุงบ้านนั้นใจดีและมักเอื้อเฟื้อที่จอดรถให้เขาอยู่เสมอ

รั้วสีขาวสลับเทาคือปลายทางที่โอบนิธิเลือกที่จะเคลื่อนรถไปหา ก่อนจะลดกระจกรถลงเล็กน้อย

“ผมขอจอดรถสักหนึ่งชั่วโมงได้ไหมครับลุงมั่น”

โอบนิธิตะโกนถามชายวัยหกสิบปีที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ที่ริมรั้วบ้าน แต่ความมืดของฟิล์มรถบวกกับไม่ได้เห็นกันมานาน จึงทำให้คนที่ยืนอยู่ในรั้วบ้านต้องพยายามเพ่งมองใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่สักพักใหญ่

“พอดีหน้าบ้านอิงมีรถจอดขวางอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นรถใคร ผมขอรบกวนลุงมั่นสักครู่นะครับ” คนตัวสูงเอ่ยบอกพร้อมกับผลักประตูลงจากรถด้วยความเร่งรีบ

“ใครกันล่ะนั่น!” ชายสูงวัยขมวดคิ้วยุ่ง

“ผมโอบ...แฟนอิงไงครับ”

“แฟนอิง?”

ลุงมั่นทวนคำเบาๆ ก่อนจะยิ้มรับเมื่อชายหนุ่มถอดแว่นสีดำออกจากใบหน้า รอยยิ้มกว้างถูกส่งไปทักทายคนที่เคยคุ้นตา ไม่ได้เจอกันร่วมปี ทำให้คนแก่อย่างท่านเกือบลืมเขาไปสนิท

“โอบนี่เอง ลุงจำได้แล้วล่ะ” คนพูดยิ้มรับพร้อมกับโบกมือส่งสัญญาณ “จอดหน้ารั้วบ้านที่เดิมได้เลย ลูกสาวลุงยังไม่กลับตอนนี้หรอกลูก”

“ขอบคุณครับ”

เขาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย พร้อมกับตรงดิ่งไปขยับรถให้เข้าที่ บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหวงที่จอด แต่สำหรับเขานั้น กลับมองว่าคนที่อยู่บ้านเพียงลำพัง คงไม่สะดวกใจหากจะให้ใครต่อใครมาจอดรถขวางจนตามตัวไม่ได้

“รับรองว่าจอดไม่นาน ผมแวะมาหาแม่เดือนน่ะครับ”

“ไม่เห็นหน้านานเชียว แล้วนี่...โอบมากับอิงเหรอ?”

ลุงมั่นวิ่งไปปิดน้ำ ก่อนจะเดินมาหยุดยังรั้วหน้าบ้าน เพื่อเอ่ยทักทายหนุ่มลูกครึ่งอย่างเป็นกันเอง

“ครับ...อิงบอกว่าแม่ไม่สบาย ผมก็เลยพาน้องมาส่งที่บ้าน”

“อ้าว! แม่เดือนไม่สบายเหรอ เมื่อเช้ายังเห็นดีๆ อยู่เลยนะ”

คำพูดนั้นทำให้โอบนิธิชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเขาไม่เชื่อตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่ามารดาของเธอจะล้มป่วยลงได้

หรือถ้าหากท่านป่วยจริง โดยนิสัยที่เขาเคยสัมผัส ท่านจะไม่ยอมปริปากบอกจนกว่าอิงดาวจะเอ่ยปากถามออกมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป